LaStlOvE's SitE

นานาจิตจัง เรื่องราว ดังสายลมพัดผ่าน..

ตอนเย็น..ขับรถกลับบ้านกับแม่...

(((อีก 2 วันจะวันเกิดเราแหละ)))

...บอกแม่ว่า " อีก  2 วันจะวันเกิดลูกแล้วนะ" ..นึกในใจ.. "อยากให้แม่ซื้อของขวัญให้ คิคิ"..

แม่ทำหน้า งุนงง..((- -" ตึ๊งงงง...))  จะ 30 แล้วใช่ไหม?? ((- -" ตึ๊งงงง)) ...

แม่พูดต่ออีกว่า "ไปตรวจภายในบ้างยัง???" ((((( -_-" ตึ๊ง ตึ๊ง ตึ๊ง ตึ๊ง)))))

"แม่อ่ะ" เห้อ...อออ...


Blog Entryข่มใจลืม..Aug 16, '08 11:59 PM
for everyone

ไม่ว่าจะเจอเรื่องผิดหวัง เสียใจแค่ไหน ก็ต้องหัดข่มใจ และสะกดใจไม่ให้เสียใจจนเตลิด..

เมื่อเราได้ลองทำดูแล้วมันไม่ได้ผล ก็อย่าไปเสียใจถึงผลที่ออกมาไม่ได้ดั่งใจหวัง..แล้วก็ปล่อยมันไปตามทางที่มันต้องการ

ในเมื่อ "รัก"เพื่ออยู่ด้วยกันไม่ได้ ..ก็เป็น  "เพื่อน"กันไปตลอดนี้หละ..ดี...

ไม่เสียใจที่ ไม่ได้รักกัน..แต่คงเสียใจ ที่เราต้องจากกันไปไกล..

คิดถึงเพียงไหน กระหายเจอเพียงไหน ก็ต้อง"ข่มใจ" ไม่ให้ใจคิด ..สุดท้าย ต้องปล่อยออกไปจากใจ...

เพื่อ"รอ" คนที่เราไม่ต้องข่มใจ ...คนที่มองเราเห็นจริงๆ..


Blog Entryหมอ ครา. นู๋ เจ็บ !@!May 25, '08 9:33 PM
for everyone

ฮาๆๆ อ่านชื่อเรื่องแล้วอาจทำให้หลายคน ฉงน @_@  ว่าใครโดน ใครเจ็บ...

คนที่เจ็บก็คือ ตัวข้าพเจ้าเอง ...และ อวัยวะที่หมอทำให้เจ็บ ก็มิใช่ส่วนใด นอกจาก....ดวงตา ของข้าพเจ้าเอง

เดิมทีตัวเองเป็น โรคที่เรียกว่า "วุ้นในตาเสื่อม"...เป็นมา 5 ปีแหละ..อาการไม่รุนแรงเท่าไร ก็แค่มี ขีดๆเป็นเส้นๆ อยู่ที่ดวงตา เวลาเจอแสงจ้า ก็จะเห็นไอ้เจ้าเส้นๆนี้ ลอยไป ลอยมา..ไม่มีอาการเจ็บปวดอะไรนอกจากรำคาญ..แต่ตอนนี้ชินกับการมีมันซะแล้ว

แต่เมื่อศุกร์ที่แล้ว มีอาการไฟกระชาก คือ มองๆอยู่ เหมือนไฟกระพริบที่ตาเรา หมอเรียกอาการนี้ว่า "อาการฟ้าแลบ" แถมยังมีแผ่นวุ้นใสๆมาปิดที่ตาซ้ายเรา ... ก็เลย จอ-รา-ลี ไปหาหมอตา..

รพ.นี้ ไม่ว่าหมอหรือพยายาล ทำไมหน้าตา อย่างกะนางแบบเลยทีเดียว เห็นแล้วไม่อยากหายเลยอ่ะ 555

ไปถึงก็ปวดตาสุดๆเบาตาจะหลุดออกมาเลยว่างั้น... พยาบาลสาวก็ถางตาเราทั้งสองข้าง หยอดน้ำยาไรกะมะรู้ ให้รูม่านตาขยาย... สักพักหมอผู้หญิงมา ถามอาการ หมอแต่งตัวเหมือนจะไปเที่ยว dress สีน้ำตาล ทำผมไว้รุ่นสุดๆ.. เราเองก็ รู้สึกผิดที่มากวนหมอตอนค่ำๆและหมอก็ออกเวรไปแล้วด้วย..ทำไงได้อ่ะ กะมันปวดตานิน๊า...

ถึงแม้ว่าตาจะมีอาการเบลอ พร้า มั่ว เพราะน้ำยาที่หยอดไปเมื่อตะกี้..แต่ก็ยังคงเห็นใบหน้างามๆของหมอได้อย่างแจ่มชัด.. เอาเป็นว่า สั้นๆ .. หมอสวย...!

แต่ที่ไม่สวยกะอีตอนตรวจเนี่ยหละ.. หมอสาวก็สวมหมวกที่มีไฟฉ่ายเล็ก เหมือนคนหากบ.. คิคิ แซวเล่นๆ

โอเค หมอบอกว่า ไม่เจ็บนะคะๆ... แล้วเอาแสงไฟจ้ามาส่องที่ดวงตาตรวจประสาทตาทั้งสองข้าง  เราแสบตาจนถางตาไม่ขึ้นเลย หมอก็บอกไม่เจ็บๆ เรากะนึกในใจ นู๋เจ็บจะแย่แย้ววววว..แต่ทำไงได้ก็เป็นหน้าที่ของหมอที่ต้องตรวจเรา เราเจ็บก็ต้องยอม...

เสร็จสับ โทรสับหมอดัง คิดว่าน่าจะเป็นสามีของหมอที่โทรมาตาม ไอ้เราก็เกรงใจเลยเดินออกมาจากห้องตรวจ จ่าย ตัง กลับบ้าน นอน...


ใครมีหนังสือดี น่าสนใจ มีประโยชน์ อ่านแล้วปลื้ม อยากแบ่งให้คนอื่นอ่านบ้าง... ขอเริ่มต้นที่ตัวเราก่อนเลย..

ส่งให้ฟรี!! ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ไม่ว่าคุณจะเป็นเพื่อนเราหรือไม่ก็ตาม หากสนใจหนังสือที่เราแนะนำก็..  เพียงแค่ Say Hello กัน .. เดี๋ยวก็จะจัดส่งไปให้เลย...

แต่ว่า!!~ หากท่านได้หนังสือจากเราไปแล้ว ตัวท่านเองต้องให้หนังสือเล่มใดก็ได้ให้กับคนอื่นอีกเช่นกัน ไม่จำกัดจำนวนการให้...

หนังสือแนะนำของเรา:

  เล่ม ฟรี 1 : หนังสือเรื่อง  "มอนตากู" เจ้าหนูหัวใจศิลปะ  A Rat's Tale, ทอร์ ซีดเลอร์ เขียน, เฟรต มาร์เซลลิโน่ วาดภาพประกอบ, วทันยา ทัพพะวัฒนะ แปล

                     เรื่องย่อ: มอนตากูอาศัยอยู่อย่างสันโดษในท่อระบายน้ำของมหานครนิวยอร์ก ความเบิกบานใจเพียงสองสิ่งของมัน คือ การเก็บขนนกกับลูกเบอร์รี่ในสวนสาธารณะให้แม่  และการวาดภาพสีลงบนเปลือกหอยที่ป้านำมาให้..แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อมันได้ช่วยอิซาเบล หนูโมเบอร์ลี่ ผู้งดงาม และได้ไปส่งหนูสาวที่บ้าน ก็ทำให้มันพบเห็นโลกที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน   อิซาเบลอาศัยอยู่ในลังไม้สวยหรู  แต่ทันทีที่มอนตากูรู้เรื่องการทำลายท่าเรือของมนุษย์ มันพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องท่าเรือไว้ แต่หนูเล็กๆเพียงตัวเดียวจะทำได้ขนาดไหนกันโดยเฉพาะเมื่อมันเป็นหนูที่ใคร่ๆก็ไม่อยากคบ....

 


เมื่อวานทำเรื่องที่ควายตัวจริงก็ไม่ทำกัน แต่เราดันทำ..ทั้งๆที่รู้ว่าทำไปแล้วใจเราจะงง งวย แค่ไหน..

เหมือนมีอะไรเข้าสิง ทำให้ใจอ่อนแอ ขาดสติ ยับยั้ง...แต่ถ้าไม่ทำมันก็เหมือนยังมีอะไรข้างในใจ...

ผลสุดท้ายที่ทำไป ก็เปล่าประโยชน์อย่างที่เคยเป็นมา

ทำทำไม?  ...ก็ เพื่อความสะใจ ที่เห็นตัวเอง...งี่เง่า...  

ทำเป็นครั้งสุดท้าย ดีกว่ามานึกเสียดายที่ไม่ได้ทำอะไรงี่เง่าๆแบบนี้

ขอบคุณโพด เพื่อนเลิฟ ที่ช่วย เอาเขา ที่อยู่บนหัวเราออก...เป็นปลื้ม ทำให้คืนนั้นเรานอนหลับสบาย..

รักแค่ไหน แต่เราคงไม่เล่นบทนางเอกเหมือนน้ามนะ.. ใจเราไม่แข็งพอ..


Blog EntryความทรงจำสีจางๆMar 4, '08 3:09 AM
for everyone

ความต้องการที่เด่ดชัด มันทำให้ระลึกย้อนในความรู้สึกข้างใจว่าควรจะตัดสินใจอย่างไร...

ไม่ยาก แค่ตัดสินใจ แต่ที่ยากก็ตอนที่ต้องรองรับอารมณ์ที่พรั่งพรูออกมาหลังจากการตัดสินใจไปแล้ว...

ทำจิตใจให้เข้มแข็ง คิดแต่เรื่องดีๆ...แม่เจ้า..ไม่ใช่นางฟ้ามาเกิดนะเฟ่ย..ไม่รู้ว่านางฟ้าจริงๆจะสงบใจได้หรือเปล่าเลย...

เพียงเสี้ยววินาทีที่ผ่านไป ก็กลับกลายเป็นอดีตที่ไร้ค่าไปเสียแล้ว เพราะไม่ว่าอดีตที่ดีงามแค่ไหน เลิศศศเพียงใด ถ้ามันผ่านไปแล้ว คุณความความดีต่างๆก็เป็นแค่ "ความทรงจำ"บางทีก็ไม่ได้เป็นแม้กระทั้ง"ความทรงจำ"ด้วยซ้ำ...

ใครอยากเอาชนะ เชิญ! ตามสบาย จะหลอกตัวเอง เชิญ! ตามสบาย..ถ้าทำแล้ว ทำให้ใจตัวท่านเองได้เสพความสุขเพียงเล็กน้อย ก็ เชิญ!...

Go ahead...

Dont worry about me. I m fine. I can take care my feeling as well as without you.


Blog EntryความในใจFeb 17, '08 10:13 PM
for everyone

อึดอัด เบื่อการซ้อนความรู้สึก เบื่อพูดดีๆเหมือนแกล้งโง่ทำเป็นเข้าใจ...เบื่อที่ต้องทำให้คนอื่นรู้สึกดี แต่เรารู้สึกแย่..

เบื่อการให้อภัยคนอื่นๆที่ไม่เคยรู้จักการให้อภัย...

เบื่อการตีค่าราคาคนที่ภายนอก มากกว่าคุณค่าที่จิตใจ...

เบื่อการ บวก ลบ คูณ หาร ของการเป็นผู้ให้ มากกว่าการให้ด้วยใจ...

เบื่อคำพูด อย่าไปหวังผลตอบแทน...ที่ตีราคาเป็นเงินทอง หาใช่จิตใจไม่...

เบื่อที่จะพูดดีๆ กับพวกฉลาดแต่ไร้จิตสำนึก...

ชอบคำๆนึง ที่โดนใจของคนสังคมปัจจุบันเป็นที่สุดว่า "ชอบเอาความพึงพอใจของตัวเอง เห็นเป็นความชอบธรรมไปซะหมด"


เจ้าหน้าที่รัฐเอาเปรียบประชาชน มีข่าวออกให้เห็นอยู่ทุกวัน จากข่าวล่าสุดพวกชุดตำรวจ ตชด. ทำเลวกับผู้บริสุทธิ์ไม่ว่าเด็ก ผู้ชาย ผู้หญิง หรือคนท้อง พวกมันก็ไม่ละเว้น...ตอนนี้พวกมันกำลังถูกดำเนินคดี แต่..กว่ามันได้รับโทษตามกฎหมาย มันคงไม่สาสมกับความชั่วที่ก่อกับผู้บริสุทธิ์ทั้งหลาย สนง.ตำรวจแห่งชาติ อมอะไรอยู่นะ ไม่มาจัดการให้เด็ดขาด ยิ่งตำรวจทำผิดยิ่งควรรีบพิจารณา และลงโทษให้เป็นสองเท่า...ตำรวจไทย คือความด่างพล้อยของสังคมไทยจวบจนวันโลกนี้ดับไป...เป็นคำที่นึกถึงแล้วดูไม่เป็นมิตรเอาซะเลย...มีคนพยายามปลอบใจให้ยอมรับการสภาพสังคมตำรวจไทยตอนนี้ว่า..ตำรวจดีๆก็มี ใช่..ถูก...แต่ไอ้ที่ไม่ดีๆมันมีเยอะกว่า และพวกดีๆที่ไม่คิดจะทำอะไรก็มีเยอะ...สุดท้าย ความซวย ก็มาตกอยู่ที่ประชาชนที่ทำมาหากิน..

อยากถามตำรวจเวลาปรับเงิน เขียนใบสั่ง เอาเปรียบประชาชน ฆ่าประชาชน พวกเค้าจะมีความรู้สึกละอายแก่ใจหรือเปล่า..คำสัตย์ที่เคยให้ไว้เคยสำนึกอยู่ในสมองบ้างหรือเปล่า...

จะแปลกอะไรที่ประชาชนดีๆจะหันมาทำเลวเพื่อสร้างอิทธิพลเพื่อสร้างอำนาจ จะไม่ได้โดนลังเกจากพวกมัน!

มันคิดจะตั้งด่านตรงไหนมันก็ตัง มันคิดแต่จะปรับ เก็บตังอย่างเดียว ไม่คิดจะบอก ไม่คิดประชาสัมพันธ์ ไม่มีป้ายอะไรสักอย่าง จะเรียกได้ว่า เป็นมิตรกับประชาชนได้หรือ ...ที่คอยแต่จะจ้องจับผิดไม่ยอมไปจับโจรหรือมีความสามารถแค่นี้ก็ไม่รู้นะ...

เสียค่าปรับสาเหตุขับขี่มอเตอร์ไซด์ไม่ชิดช่องทางซ้าย 400 บาท ตกใจเลยขอต่อรอง คุงตำรวจก็ลดให้แล้วก็เปลี่ยนโทษให้เป็นลืมพกสำเนาใบอนุญาตแทน เลยโดนปรับ 200 บาท  โดนกันเป็นแถวบางคน เจอ 1000 บางคนโดนปรับ 400 บาท กฎหมายไม่มีความหมายแล้วเพราะตำรวจสามารถปรับแต่งขึ้นค่าปรับเองได้เลย..แถมตำรวจบริการดีสุด ตั้งโต๊ะเก็บตังกันริมถนนเลย แหม..ตำรวจนี้บริการประชาชนดีจริงๆ..

ชาติไทยจงเจริญ (หากไม่มีพวกมัน)


มีคนเคยบอกว่ายามที่คุณรู้ว่าใครสักคนที่เค้าเฝ้ารักคุณอยู่..คุณก็มักจะเผลอทำลายความรู้สึกของเค้าคนนั้นด้วยวาจาหรือคำพูด..ที่อาจจะเกิดจากความโกรธ ความไม่ได้ยับยั้งชั่งใจ หรืออาจเกิดจากความผิดหวังที่คุณคาดหวังให้เค้าเป็นในสิ่งที่คุณต้องการ...คุณอยากให้มีคนเข้าใจและรักคุณ ปลอบใจคุณเวลาคุณเหงาหรือท้อแท้...เค้าคนนั้นก็ต้องการเช่นกัน เค้าไม่ได้ต้องการจากใคร..นอกจากคุณนั้นแหละ..

คุณอาจจะบอกว่า ฉันไม่รู้มาก่อนเลย...แล้วคุณเคยเปิดใจที่จะมองลึงลงข้างในใจคนรักของคุณหรือเปล่า...

และตราบใดที่คนคนนั้นยังคงรักคุณอยู่ เค้าก็จะอดทนและจะอยู่กับคุณไม่ไปไหน...

แต่..ความรักก็เสมือนน้ำที่อยู่ในแก้ว หากไม่ได้รับการเติมเต็ม มันก็จะระเหยหายไปหมด ฉันใดก็ฉันนั้นที่เหมือนกับความรักที่เค้ามีให้คุณ..ที่เต็มเปี่ยมล้นอยู่ในหัวใจของเค้า ซึ่งคุณนั้นหละที่จะอาจจะเป็นคนเทน้ำในแก้วใบนั้นทิ้งอย่างที่คุณเองก็ไม่รู้ตัว......

สุดท้าย...วันนึง...เมื่อคุณสูญเสียคนที่รักคุณไป...วันนั้นคงเป็นที่คุณนึกเสียใจ โทษตัวเอง..และย้อนนึกถึงเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา...ซึ่ง..คุณไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้อีกเลย...มันสายไปแล้ว..

หากตอนนี้...คุณมีคนรัก และคุณก็รักเค้า...โปรดรักษาความรักที่มีต่อกันไว้ให้นานแสนนาน..อย่าทำร้ายความรักด้วยคำว่า นี้คือตัวฉัน นี้คือตัวเธอ.. อยากให้คำว่า"เธอ" และ "ฉัน" ให้กลายเป็นคำว่า "เรา"


ให้ตายซิ...มีอาการแบบนี้ทีไร เหมือนเป็นลางบอกว่ากำลังมีเรื่องร้ายที่ทำให้ต้องเสียใจเกิดขึ้น...

มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง...จนทำให้รู้สึกกลัว..สยอง..หงุดหงิดไปหมด เพราะไม่อยากกลับไปเจอเหตุการณ์แย่ๆแบบนั้นอีก ให้ตายซิ...มีคนเคยเรียกอารมณ์แบบนี้ว่า "อาการจมทุกข์ในอารมณ์"...มันสถิตอยู่ในตัวเราอยู่ตลอดขึ้นอยู่กับว่า เรามีสติควบคุมมากน้อยแค่ไหน

คงเพราะสาเหตุที่ไม่อาจสามารถบ่งบอกได้ เลยทำให้คนอื่นๆเค้าก็ไม่เข้าใจแล้วก็ระอากันไปหมด...สุดท้ายมันก็นำพาเรื่องราวรายๆต่างๆนานา...

"อยู่คนเดียว"...?? อืมม...เป็นความคิดที่ดีนะ..แล้วมันจะต่างอะไรกันคนหนีปัญหา...แต่..ที่ผ่านก็สู้มาตลอดนะ ก็เห็นแพ้ทุกที.. -*-

วันนี้ รู้สึกแปลกๆ ที่จริงรู้สึกร้อนรุ่มตั้งแต่เมื่อคืน จนถึงเช้า และก็ตลอดทั้งวัน...แล้ววันนี้ก็มีแต่คำพูด อารมณ์ของคนอื่น ที่มากระทบกับจิตใจเรา..มันทำให้รู้สึกเบื่อที่จะต้องเข้าใจคนอื่น และมีคำถามว่าแล้วใครบ้างที่เข้าใจเรา..ทำตามอารมณ์ตัวเองมันผิดนักหรือ??? โอ้ยยย...สารพัดความคิดหลากอารมณ์ ยังมีมากกว่านี้นะ...เหอะๆๆๆ...

ในขณะที่กำลังหงุดหงิด อารมณ์มาคุๆอยู่คนเดียวนั้น ก็เกิดนึกได้ว่า วันนี้เป็นวันที่ 3 ธันวาพอดี และเมื่อ 3 ธันวา ปี 49. วันนี้เมื่อปีที่แล้ว.??..หรือว่าจะเป็นวันที่ระลึกถึงเหตุการณ์เมื่อปีทีแล้วนะ...(เริ่มไปกันใหญ่หละกรุ) แต่เป็นเรื่องบังเอิญที่เหมือนเป็นชะตากรรมที่จะต้องประสบพบเจอซ้ำๆ...

ให้ตายซิ เราลืมมันไปแล้วนิ...ช่วงนี้ทำไมระลึกถึงเรื่องราวแย่ๆบ่อยนักนะ...


Blog Entryกายป่วย ใจป่วยNov 26, '07 12:04 AM
for everyone

..เป็นหวัด กันระงม..เป็นกันทั่วหน้า..ทั้งออฟฟิตและคนใกล้ตัว..

จะเป็นเหมือนกันไหม เวลาไม่สบายแล้วอยากให้มีคนมาเอาใจดูแลห่วงใย..ตอนเด็กๆเคยทำนะอาการเรียกร้องความสนใจ...แต่พอโตจนแก่แล้วก็เลยไม่กล้าทำ..ระอายแก่ใจ...555..และอีกอย่างก็ไม่รู้ว่าจะไปเรียกร้องความสนใจจากใคร..เพื่อนเหรอ? มันคงถีบกระเด็นจนหายป่วยเลย ฮาๆๆๆ...

เวลาป่วย..มักจะดูแลรักษาตัวเองมาโดยตลอด หายากินเอง ปฐมพยาบาลตัวเอง...บางทีก็แบ่งปันความรู้ที่จะรักษาตัวเองไปยังคนใกล้ตัว...

เคยมีอยู่ครั้งนึง ป่วยสาหัส..มันจะไม่สาหัสหากเราไม่มั่วแต่อดทนและคิดว่ามันคงไม่เป็นอะไรมาก..สุดท้าย..ปล่อยให้อาการรุนแรงจน หน้ามืด เวียนหัว จะหมดสติ..สุดท้ายก็ต้องไปนอนโรงพยาบาลคืนนึง..โดนเจาะเลือดไปหลายกระบอกเลย แถมยังต้องให้น้ำเกลือทั้งคืน..เจ็บต้วไม่พอแถมยังต้องนอนกลัวผีทั้งคืน..แอบร้องไห้ด้วย แบบกลัวอ่ะ.กลัวว่าจะมีคนมานอนใต้เตียงเราอ่ะ เง๊อๆๆๆๆ ...><~ 

ป่วยกายใจยารักษา แต่ป่วยใจจะใช้อะไรรักษาดีหละ??? คุณมีคำตอบไหม??...........


หมายเหตุ : คำถาม-คำตอบ ฯลฯ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี หลังการกล่าวแนะนำหนังสือเรื่อง The King of Thailand in World Focus กับผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าสนใจ

v   มาร์วัน มาคาร แห่งอินเตอร์เพรส เซอร์วิส

ข้อจำกัดประการหนึ่งสำหรับนักข่าวต่างประเทศเมื่อรายงานเรื่องสถาบันกษัตริย์ก็คือกฎหมายว่าด้วยความผิดอาญาฐานหมิ่นพระบรมราชานุภาพ คุณได้กล่าวถึงพระราชดำรัสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พ.ศ.2548 พระองค์รับสั่งว่าพระเจ้าแผ่นดินก็อาจพลาดได้ แต่ผู้สื่อข่าวไทยไม่ได้จับมาเป็นประเด็นและยังคงทำงานข่าวอย่างที่เคยทำมาก่อนหน้านั้น คุณคิดว่าจะมีโอกาสไหมที่นักการเมืองชั้นนำของไทยจะนำทางโดยกล่าวว่าเรามีความเคารพในสถาบัน แต่ไม่เห็นเหตุผลที่จะต้องมีกฎหมายแบบนี้ ซึ่งควบคุมการรายงานข่าวเกี่ยวกับสถาบันตามที่เป็นอยู่ และแผนที่รายงานเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

 

นายอานันท์ ปันยารชุน : นี่เป็นคำถามค่อนข้างยาก เหมือนกับว่าคุณจะเอาแต่ประโยชน์โดยไม่ยอมเสียอะไรเลย ด้านหนึ่งคุณจะต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชน ผมใคร่จะเรียนว่าผมไม่ทราบว่ากฎหมายมาตรานี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ใน 2 วาระที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งผมมีโอกาสได้เฝ้าฯ พระเจ้าอยู่หัวเป็นครั้งคราว พระองค์ท่านไม่เคยรับสั่งแม้แต่ครั้งเดียวเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งที่หลายเรื่องก็ไม่เป็นธรรม เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้พระองค์ท่านไม่เอามาเป็นเรื่องรบกวนพระทัย และไม่ทรงเห็นว่าสำคัญพอที่จะหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นกับนายกรัฐมนตรีของพระองค์

            อีกด้านหนึ่งคุณก็ต้องเข้าใจว่าบางเรื่อง เฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของตะวันตก ความขลังของสถาบันกษัตริย์ ซึ่งกำลังลื่นไหลไปตามกระแสหลักด้วยคิดว่ากษัตริย์ควรทำตนให้เหมือนสามัญชน นั่นก็อาจเป็นเรื่องดี คนไทยเราไม่ขัดข้องในกระแสดังกล่าว แต่ผมคิดว่าพวกคุณก็ต้องเคารพแนวคิดและขนบประเพณีของผู้คนในประเทศนี้ พระเจ้าอยู่หัวไม่เคยรับสั่งเรื่องนี้กับผมเลย แต่ในความเห็นส่วนตัวผมเองก็ไม่ค่อยชอบกฎหมายนี้ เผอิญผมได้รับการศึกษาในต่างประเทศ และใช้ชีวิตในต่างประเทศ แต่พวกคุณต้องเข้าใจว่าในประเทศนี้ พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในสถานะที่จะล่วงละเมิดมิได้โดยเจตนารมณ์ของประชาชน ผมเชื่อแน่ว่าพระองค์ท่านไม่เคยทรงวิตกว่ากฎหมายมาตรานี้จะมีอยู่หรือไม่ แต่คนไทยจะไม่ยอมแน่ พวกคุณอาจจะต้องคอยนานถึง 20 หรือ 50 ปี แต่คนไทยไม่ว่าจะผิดหรือถูกจะไม่ยอมทน คำวิพากษ์วิจารณ์พระเจ้าอยู่หัวของเราโดยเด็ดขาด นี่คือความรู้สึกของคนไทย

            ถ้าหากคุณทำประชามติ (เรื่องนี้) ในวันพรุ่งนี้ คุณก็จะได้เห็นว่ามีการออกเสียงเห็นชอบเพิ่มมากขึ้นกว่าครั้งที่แล้ว ผมคิดว่านี่เป็นลักษณะการคิดของคนไทย เป็นสิ่งที่ฝังรากลึกมากว่า 800 ปี ซึ่งคงจะล้มล้างกันไม่ได้ง่ายๆ บางครั้งผมอดที่จะอัศจรรย์ใจไม่ได้ว่าคนไทยเรานี่ดูจะเป็นคาทอลิกยิ่งเสียกว่าองค์พระสันตะปาปา (เสียงหัวเราะ) ผมเชื่อเสมอว่าคนไทยเป็นพวกสนับสนุนระบอบราชาธิปไตยยิ่งกว่าพระเจ้าอยู่หัวเสียอีก (เสียงหัวเราะ)

            ไม่เพียงแต่ประชาชนคนไทยเท่านั้น รัฐบาลไทยเองก็วิตกกังวลไปด้วยทุกครั้งที่มีหนังสือ หรือสิ่งตีพิมพ์ออกมาใหม่ วิจารณ์พระเจ้าอยู่หัว ผู้ที่เดือดร้อนที่สุดคือรัฐบาลซึ่งจะจัดการห้ามจำหน่ายหนังสือเล่มนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้สกัดนั่น สกัดนี่ ทำไมหรือ เหตุผลก็คือรัฐบาลเกรงว่าถ้าไม่ทำอะไรเลยจะถูกประชาชนตำหนิ ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณจะตำหนิรัฐบาลก็ไม่ถูกนัก เพราะที่ทำไปก็เพียงตอบสนองความรู้สึกของประชาชน

 

v   โจนาธาน เฮด จาก บีบีซี

ผมสังเกตว่าเมื่อคุณพูดถึงความสำเร็จต่างๆ ของพระเจ้าอยู่หัว ความสำเร็จประการหนึ่งก็คือ การแทรกแซงของพระองค์มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความสงบ และความกลมเกลียวกันของสังคม แต่คุณก็เคยพูดอย่างไม่เป็นทางการว่า คุณเองไม่ค่อยมั่นใจในความกลมเกลียวนัก ผมทราบมาว่ามีคนจำนวนไม่น้อยตำหนิสุภาพบุรุษท่านหนึ่ง ซึ่งขณะนี้กำลังปลาบปลื้มกับการเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลระดับยอดของบริติชพรีเมียร์ลีก ว่าเป็นต้นเหตุของความร้าวฉานส่วนใหญ่ในสังคม ผมชักจะสงสัยว่าสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปมากจนเกินกว่าที่พระองค์จะมีส่วนช่วยธำรงความสามัคคีของสังคมไว้ได้ปัจจุบันสังคมได้ก้าวไปไกลมาก และปัญหาก็ซับซ้อนเกินจะเยียวยาด้วยการแทรกแซงของพระองค์แล้ว

 

นายอานันท์ : คุณโจนาธาน แม้ว่าคุณกับผมจะศึกษามาในสถาบันเดียวกันก็ตาม (เสียงหัวเราะ) ผมต้องขออนุญาตเห็นต่าง ผมไม่เคยใช้คำว่า แทรกแซงเลย สำหรับผมพระองค์ท่านทรงยึดตัวบทกฎหมายตามตัวอักษรและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด เรื่องซึ่งชาวต่างประเทศมองว่าพระองค์ท่าน แทรกแซง ผมขอแยกออกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกเป็นการแทรกแซงที่ริเริ่มด้วยบุคคลผู้นั้นเอง ในกรณีของพระเจ้าอยู่หัว การแทรกแซงเป็นการเข้าไปโดยมีผู้ร้องขอ จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันเล็กน้อย อีกประการหนึ่ง ตลอดระยะเวลาที่ผมทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีทั้ง 2 ครั้งนั้น ผมได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ถวายรายงาน ไม่เคยมีรับสั่งใดๆ แม้แต่ครั้งเดียวที่เกี่ยวข้องกับการเมืองของประเทศ หากจะมีครั้งใดที่ทรงรู้สึกว่าอาจจะก้าวล้ำขอบเขต พระองค์ท่านก็ทรงยับยั้งไว้ในกรอบวินัยที่ทรงตั้งไว้ จะรับสั่งกับผมว่า นี่เป็นเรื่องที่นายกฯ มาขอความเห็นนะ

            ฉะนั้น เมื่อผมเขียนสุนทรพจน์ครั้งนี้ ผมได้ชี้ให้เห็นชัดว่าไม่ใช่ ปรึกษานายกรัฐมนตรีแต่ ขอเข้าเฝ้าฯ ปรึกษาถ้าไม่ใช่เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีนำขึ้น พระองค์จะไม่พระราชทานคำปรึกษาใดๆ เลย หากจะทรงมีความเห็นก็จะให้เฉพาะเรื่องที่ทูลถามเท่านั้น มีบางคนที่ไม่ได้มาจากประเทศที่มีกษัตริย์ หรือมาจากประเทศที่กษัตริย์ลดบทบาทลงตามกระแสความคิดของส่วนนั้นๆ ของโลก แต่สำหรับประเทศไทย สถาบันกษัตริย์เป็นแบบกลางๆ ยังคงรักษาพระราชพิธีและพระราชประเพณี ยังคงมีพิธีกรรมและพิธีการ แต่กระนั้น กษัตริย์และพระราชวงศ์จะใกล้ชิดประชาชนกว่ากษัตริย์ในประเทศอื่นๆ แม้ว่าในบางประเทศกษัตริย์และราชวงศ์จะปฏิบัติองค์ดั่งสามัญชน เช่นขี่จักรยาน หรือไปซื้อของตามห้างร้านเหมือนคนทั่วไปก็ตาม ในหลวงของเรารู้จักชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรของพระองค์เป็นอย่างดี ทรงเข้าใจความคิดจิตใจของคนธรรมดาสามัญ จนมีคำติติงว่าทรงให้เวลากับชาวไร่  ชาวนา คนยาก คนจน มากกว่าให้เวลากับชาวเมือง ในหลวงทรงเชื่อว่าประเทศไทยไม่ใช่เพียงผู้คนในกรุงเทพฯ ประเทศไทยคือดินแดนในชนบท

            ถ้าคุณได้เรียนรู้พระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจต่างๆ ตลอดระยะ 60 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าพระองค์ทรงมุ่งเป้าไปที่ชนบทและชาวบ้าน ผู้ยากไร้ขัดสน พระองค์เป็นกษัตริย์พระองค์เดียวที่อาจจรรโลงเกียรติแห่งสถาบันนี้ไว้ได้ แต่ก็ยังแนบสนิทกับราษฎรยิ่งกว่ากษัตริย์พระองค์ใดในโลก

 

v   จอห์น ฮาร์เกอร์ สมาชิก FCCT มาหลายทศวรรษ (นักข่าวอิสระ)

            ผมอยากถามความเห็นของคุณในการรายงานข่าวของผู้สื่อข่าวต่างประเทศเรื่องการปฏิวัติเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว

 

นายอานันท์ : ความจริงผมคิดไม่ถึงเลยว่าจะมีโอกาสได้เห็นว่านักสังเกตการณ์ชาวตะวันตกเริ่มจะคิดเรื่องประชาธิปไตยทำนองเดียวกับคุณทักษิณ (เสียงหัวเราะและปรบมือ) ผมเป็นนักศึกษาในประเทศอังกฤษ 7 ปี อยู่ในประเทศอเมริกา 12 ปี และเดินทางไปทั่วโลกในระยะเวลา 50 ปี ผมมักถูกกล่าวว่าเป็นคนไทยนิสัยฝรั่ง อย่างไรก็ตาม ผมไม่เคยคิดว่าคนตะวันตกจะคิดแบบง่ายๆ ขนาดที่คิดว่าสามารถจะยัดเยียดประชาธิปไตยให้กับอิรักได้ ต้องการเปลี่ยนทั้งโลกให้เป็นประชาธิปไตยด้วยการปลูกฝังกระบวนการ ผมคิดไม่ถึงเลยว่าคนตะวันตกบางคนจะถือเอาว่าการเลือกตั้งคือประชาธิปไตย

      ในที่นี้บางคนอาจได้อ่านบทสัมภาษณ์ของผมที่ลงพิมพ์ในบางกอกโพสต์ เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว เราสนใจเพียงรูปแบบ มีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง มีฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ เท่านั้นหรือ เราไม่รู้ หรือลืมไปแล้วว่าประชาธิปไตยนั้น เป็นเรื่องของสังคมเปิด เรื่องหลักนิติธรรม เรื่องความโปร่งใส เรื่องเสรีภาพของสื่อมวลชน เรื่องภาระความรับผิดชอบ เรื่องการมีส่วนร่วมเรื่องความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการ เรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เรื่องการถ่วงดุลอำนาจ ผมรู้สึกงงงวยอย่างมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงไม่กี่ปีมานี่ เราพากันหลงทางจนขนาดไม่รู้ว่าเรามาจากไหน เราเป็นใคร และเรากำลังจะไปไหนแล้วหรือ เราลืมค่านิยมต่างๆ ของเราแล้วหรืออย่างไร เราเบาปัญญาขนาดนั้นเทียวหรือ ผมไม่กังวลหรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอนาคต ที่ผมกังวลอย่างยิ่งก็คือ โลกของเราจะเป็นอย่างไร นี่เป็นคำถามที่สาหัสสากรรจ์ที่คุณต้องถามตัวเอง เรากำลังจะก้าวไปในทิศทางใด เราลืมหลักการพื้นฐานไปเสียแล้วหรือ เราลืมหลักศีลธรรมไปเสียแล้วหรือ

 

v   ดอมินิก โฟลเดอร์ แห่งเอเชีย อิงก์

            ในคำนำของเดนิส (เกรย์) ในหนังสือเล่มนี้ มีข้อสังเกตว่าพระเจ้าอยู่หัวได้การโฆษณาประชาสัมพันธ์มากมายชนิดที่หลายต่อหลายคนได้แต่ฝัน และหากคุณพิจาณาจากช่วงเวลา 60 ปีมานี่ คุณลงความเห็นได้ไหมว่าสถาบันกษัตริย์ในประเทศไทย ในกาลข้างหน้าจะอยู่ในสภาพมั่นคงดีต่อไปเช่นที่พระองค์ท่านได้ดำเนินการไว้

 

นายอานันท์ : ผมพูดอยู่เสมอว่าสถานภาพของพระเจ้าอยู่หัวของเราที่สูงขึ้นถึงระดับนี้หลังจากครองราชย์มา 60 ปี เป็นผลมาจากบารมีที่พระองค์ทรงสร้างมา มิได้เป็นเรื่องการสืบทอด เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ในวัยเพียง 17-18 พระชันษา ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าพระองค์จะเป็นประมุขของชาติแบบใด แต่ผมคิดว่าด้วยพระปรีชาสามารถ พระวิริยอุตสาหะ และมุ่งมั่น พระองค์ทรงได้จำเริญขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ดี เมื่อกล่าวถึงพระเจ้าอยู่หัวของเรา พระองค์ท่านไม่เพียงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ แต่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ดีด้วย ผมขอชี้ว่ามีความแตกต่าง เพราะผู้ใดผู้หนึ่งอาจเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ ทั้งที่มีข้อบกพร่องและข้อเสียหลายประการ แต่ถ้าหากเราพูดว่าผู้นั้นเป็นคนดีสำหรับผมมีความหมายมากกว่า ฉะนั้น เมื่อเรากล่าวถึงพระองค์ท่านว่าทรงเป็นกษัตริย์ที่ดี จึงมีความหมายลึกซึ้งกว่าที่กล่าวว่าพระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ การจะเป็นพระมหากษัตริย์ที่ดี เป็นคนดี เป็นเรื่องที่จะต้องได้มาด้วยอุตสาหะของตนเอง ไม่ใช่สืบทอดมาแต่อย่างไรก็ตาม สถาบันพระมหากษัตริย์นั้นซึมลึกอยู่ในประเทศไทยและความเป็นไทย ผมมั่นใจว่าสถาบันนี้จะยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์และดำเนินต่อไป

      มาถึงประเด็นที่ว่าผู้ใดจะเข้ามาแทนที่ และผู้นั้นจะพยายามทำได้ดีเท่าองค์ปัจจุบันไหม ผมว่าไม่ค่อยยุติธรรมนักที่จะคาดหวังว่าผู้สืบทอดตำแหน่งนี้ จะสามารถเดินตามรอยเท้าของบุคคลที่ยิ่งใหญ่ได้ ถ้าหากคุณดูผู้นำระดับโลกที่มีบุตรชายและหญิงเดินตามรอยเท้าพ่อ อย่างเช่น เชิตชิลล์ ผมว่ามันไม่ยุติธรรมที่จะคาดหวังว่าบุตรธิดาเหล่านั้นจะประสบความสำเร็จอย่างพ่อ กระนั้นก็ตาม ผู้ที่สืบทอดราชบัลลังก์คงจะพยายามจนสุดความสามารถที่จะทำให้ได้เทียมเท่าในหลวงพระองค์นี้ จะสำเร็จหรือไม่เพียงใดนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง คำถามคือว่าผู้นั้นจะพยายามทำหรือไม่ และจะสำเร็จแค่ไหน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจคาดเดาได้ และถึงแม้ว่าผู้นั้นจะพยายามแล้วแต่ไม่สำเร็จ เขาผู้นั้นก็ยังคงเป็นพระเจ้าแผ่นดินได้ เป็นประมุขของสถาบันซึ่งจะคงอยู่ถาวรในประเทศไทย ประชาชนจะยังคงรับได้ว่าเรามีพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงสง่าราศี แม้จะมีข้อจำกัดบางประการ เราก็ยังคงเคารพนับถือว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินของเรา

      นี่แหละที่ผมเห็นว่าเป็นการขัดแย้งในตัวเองของผู้สื่อข่าวและผู้สังเกตการณ์ต่างประเทศ ทางหนึ่งพวกคุณตำหนิพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ว่า แทรกแซงอีกทางหนึ่งคุณก็คล้อยตามคนไทย และอาจจะไม่รู้ตัวว่ายังต้องการพึ่งพระราชอำนาจของพระองค์อยู่ พวกคุณไม่อาจจะเอาแต่ประโยชน์โดยไม่ยอมเสียอะไรเลย ถ้าหากคุณไม่ต้องการให้พระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ แทรกแซง การที่พระเจ้าอยู่หัวองค์ต่อไปไม่ทรง แทรกแซง จะไม่ถูกต้องได้อย่างไร ผมไม่แน่ใจว่าคำชี้แจงของผมชัดเจนหรือไม่ ที่ผมจะอธิบายก็คือ พระบารมีของพระมหากษัตริย์เป็นสิ่งที่สร้างสมมาด้วยพระองค์เอง เป็นสิ่งที่สืบทอดกันไม่ได้ ผู้ที่สืบทอดตำแหน่งต่อจากพระองค์อาจจะพยายามสร้าง แต่จะสำเร็จหรือไม่ก็ได้ ถ้าหากไม่สำเร็จก็ไม่มีเหตุผลที่เราจะไม่พอใจ ผู้นั้นยังคงอยู่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นสัญลักษณ์ของสถาบัน

      แต่พวกคุณไม่อาจจะกล่าวว่าเราคนไทยหวังพึ่งพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้อย่างมาก จนจะเกิดสุญญากาศหากขาดพระองค์ท่านไป คุณตัดสินใจเองก็แล้วกันว่าต้องการพระเจ้าอยู่หัวที่มีบทบาทหรือนิ่งเฉย คุณเองก็ตกอยู่ในกับดักเช่นเดียวกันกับคนไทยทั้งหลาย คุณเองก็เริ่มที่จะจู้จี้ช่างเลือก ผมเคารพในสถาบันกษัตริย์ แต่ความเคารพหลักของผมคืออะไร ความเคารพหลักของผมคือสถาบัน และถ้าเรามีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงบารมีเช่นนี้ถือว่าเป็นรางวัลพิเศษ

 

v   เดนิส เกรย์ แห่งสำนักข่าวเอพี

            คุณคงทราบว่าคนไทยเกือบทุกคนและฝรั่งที่อยู่ในประเทศนี้ มักแสดงความวิตกกังวลว่า หากประเทศไทยไม่มีในหลวงก็จะมีแต่ความวุ่นวาย มีปัญหา บางคนก็ว่าอาจถึงขั้นจลาจล

 

นายอานันท์ : ก็เป็นฝรั่งพวกเดียวกันนี่แหละที่พร่ำบ่นว่าพระเจ้าอยู่หัวทรง แทรกแซงในเรื่องนั้น เรื่องนี้ แต่เมื่อไม่มีพระองค์ท่านแล้วก็จะพร่ำหา เลือกเอาก็แล้วกันว่าต้องการอะไรกันแน่ แต่สำหรับตัวผมนั้นบอกได้เลยว่า อะไรก็ตามที่พวกคุณกล่าวหา ล้วนไม่เป็นความจริง พระองค์ท่านไม่เคยแทรกแซงในเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น พระองค์ท่านไม่มีวาระซ่อนเร้น

 

v   เดนิส เกรย์ แห่งสำนักข่าวเอพี

            ไม่เว้นแต่ละวันที่ผมและเพื่อนๆ นักข่าว บางทีคุณ หรือคนไทยบางคนจะพูดกันว่า แย่มากเลยนะถ้าประเทศไทยไม่มีในหลวง เพราะประเทศจะวุ่นวายโกลาหล จริงไหมครับ

 

นายอานันท์ : คุณต้องเข้าใจนะ ผมก็เป็นคนส่วนน้อย ผมเบื่อพวกนักข่าวต่างประเทศเสียจริงๆ (เสียงหัวเราะ เสียงปรบมือ) แต่ผมก็เบื่อพวกคนไทยมากกว่า ผมพูดที่โต๊ะอาหารว่าครั้งหนึ่งพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสว่า จะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม ตลอดเวลา 15 ปีที่ผ่านมา ผมได้พยายามที่จะชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง ประโยชน์ซึ่งหมายถึงผลประโยชน์ทางวัตถุ และ ความสุขซึ่งเป็นสิ่งที่คุณพอใจหรือไม่

            ถ้าคุณวัดจีดีพีของประเทศ ผลที่ได้จะไม่สะท้อนพัฒนาการของประชาชนอย่างแท้จริงเลย คุณต้องดูดัชนีวัดความสุขของประชาชน แบบที่ทำกันที่ภูฏาน ผมเคยเชื่อเสมอมาจนกระทั่ง 2-3 ปีที่แล้ว ถ้าคุณวัดประเทศไทยตามดัชนีวัดความสุขมวลชนของประเทศ คุณก็จะพบว่าแทนที่จะอยู่ในลำดับที่ 65 ตามจีดีพี เราก็จะขึ้นไปอยู่ประมาณลำดับที่ 25 หรืออาจจะถึง 20 ก็ได้

             แต่ผมต้องยอมรับว่าผมเลิกความคิดนี้แล้ว เพราะผมไม่สามารถเข้าใจคนไทยได้ (เสียงหัวเราะ) จะด้วยเหตุใดก็ตาม คนไทยไม่เพียงแต่จะมองสิ่งต่างๆ ไปในแง่ร้ายเท่านั้น แต่ยังชอบลงแส้ทรมานตนอีกด้วย เรามีการลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ ทันทีที่ผลออกมา คนพวกนี้ก็เป็นกังวลว่าผลออกมาไม่ดี เพราะเสียงส่วนใหญ่ที่เห็นชอบนั้นมีเพียง 57% เสียงที่ไม่เห็นชอบประมาณ 41% คะแนนเสียงต่างกัน 15% และถ้าดูจำนวนเสียงทั้งหมดจะเห็นว่าเป็นความแตกต่างระหว่างเกือบ 15 ล้านเสียง กับ 11 ล้านเสียง ซึ่งก็คือส่วนต่าง 15% ของผู้ที่ออกไปลงเสียง 4 ล้านเสียง ถ้าคุณอ่านหนังสือพิมพ์ไทย อ่านบทความ ฟังรายการวิพากษ์วิจารณ์ข่าว ล้วนแสดงความคิดเห็นว่าเสียงต่างกันน้อยมาก ซึ่งผมไม่เข้าใจเลยจริงๆ  อีกประการหนึ่งทันทีที่ผลการลงประชามติออกมาส่วนใหญ่รับร่างรัฐธรรมนูญ ก็มีการพูดถึงรัฐประหารครั้งต่อไป (เสียงหัวเราะ) ผมถามว่าพลาดตรงไหน มันเป็นเรื่องที่ไม่สามารถจะอธิบายได้ เป็นเรื่องไร้ตรรกะและเหตุผลโดยสิ้นเชิง ผมให้คำตอบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ผมโทษคุณทักษิณ (เสียงหัวเราะและเสียงปรบมือ)

 

v   จอห์น แอลลัน เรย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

            คุณอานันท์ได้ชี้แจงและพูดถึงสถาบันกษัตริย์ และพระราชอำนาจของกษัตริย์ ผมสังเกตว่าตลอดเวลาคุณอานันท์ใช้สรรพนามเพศชายในภาษาอังกฤษ เป็นไปได้ไหมในอนาคตที่ยาวนานจะมีการใช้สรรพนามเพศหญิง

 

นายอานันท์ : ผมไม่เห็นมีอุปสรรคใดๆ ในอนาคต ผมไม่ทราบว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันระบุไว้ว่าอย่างไร ผมชื่อว่าเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว ผมไม่คิดว่าคนไทยจะเห็นเป็นเรื่องขบคิดกันมาก ไม่เหมือนชาวญี่ปุ่น ซึ่งในเรื่องนี้ถึงกับมีสงครามกลางเมือง ดูกรณีที่เจ้าชายชาวญี่ปุ่นองค์หนึ่งโทษนิสัยโปรดปรานการดื่มน้ำเมาของพระองค์ว่าเกิดจากประเด็นที่ว่าสตรีอาจจะขึ้นครองบัลลังก์ได้ เราไม่เคร่งครัดถึงปานนั้น ประการหนึ่งคนไทยไม่เอาจริงเอาจังกับเรื่องอย่างนั้น ใครที่มาเมืองไทยและเอาจริงเอาจังกับคนไทยแล้วค่อนข้างจะอันตรายกับตนเองสักหน่อยนะ (เสียงหัวเราะและปรบมือ)

บทส่งท้าย

            เรื่องหนึ่งซึ่งผมไม่ค่อยสบายใจนักคือ มีการกล่าวถึงพระเจ้าอยู่หัวว่าไม่เคยเห็นแย้มพระสรวล ผมคิดว่าเป็นข้อจำกัดอันเนื่องมาจากธรรมเนียมประเพณีและความเคารพในพระองค์ท่าน มีบุคคลไม่กี่คน บทความหรือบทสัมภาษณ์ไม่กี่ชิ้นที่สามารถถ่ายทอดให้คนทั่วไปได้เห็นด้านที่ผ่อนคลายของพระองค์ ผมจะเล่าเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ให้ฟังสัก 2-3 เรื่อง ปกติแล้วผมจะไม่เปิดเผยเรื่องที่พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งกับผมในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่ผมว่าสมควรในกรณีนี้เพื่อที่เราจะได้รู้จักพระองค์ท่านดีขึ้นในฐานะมนุษย์ธรรมดา

            เรื่องแรกนั้นเกิดขึ้นเมื่อผมทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 มีบางเรื่องซึ่งผมคิดว่าพระเจ้าอยู่หัวจะสนพระทัย เมื่อฉบับร่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ผมได้ขอเข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายรายงาน และยก 3-4 ประเด็นที่คิดว่าจะสนพระทัย แต่พระองค์ท่านไม่ได้สนพระทัยนัก แน่นอนพระองค์สนพระทัยประเด็นที่ว่าจะตราพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติหรือไม่ นอกเหนือจากนั้นก็ไม่ค่อยสนพระทัยเรื่องที่ผมรายงานสักเท่าใด ตอนสุดท้ายพระองค์รับสั่งว่า คุณอานันท์ มันแปลกดีนะที่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กำหนดไว้ว่าพระมหากษัตริย์จะต้องเป็นพุทธมามกะ ต้องเป็นอัครศาสนูปถัมภก ต้องเป็นนั่น ต้องเป็นนี่ แต่ไม่มีตรงไหนในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุว่าพระมหากษัตริย์ต้องเป็นคนไทย (เสียงหัวเราะและปรบมือ) ผมขอท้าพวกคุณว่าในบรรดาคนไทย 62 ล้านคน มีใครไหมที่ปราดเปรื่องคิดถึงรายละเอียดด้านเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้

            อีกเรื่องหนึ่งเมื่อผมเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวาระที่ 2 โดยอุบัติเหตุอีกนั่นแหละ (เสียงหัวเราะ) ในการเข้าเฝ้าฯ ครั้งแรก ผมถวายคำนับแล้วลงกราบพระบาท พอผมยืนขึ้น ทรงรับสั่งว่า “Shane, come back(เสียงหัวเราะ) พวกคุณที่อายุไม่มากนักอาจจะไม่รู้เรื่องเชนว่าเป็นมาอย่างไร เชนเป็นภาพยนตร์ที่พวกเราได้ชมกันเมื่อ 40 หรือ 50 ปีก่อน เชนเป็นคนเที่ยงธรรม เป็นนายอำเภอของเมืองเมืองหนึ่งที่มีปัญหาหนักมาก เขาทำให้เมืองสงบเรียบร้อย กวาดล้างมือปืนวายร้าย แล้วก็วางอาวุธปลดเกษียณตัวเองไปอยู่ในชนบท แต่ความวุ่นวายก็เกิดขึ้นในเมืองนั้นอีก เราเลยพูดกันติดปากว่า “Shane, come back” (เสียงหัวเราะและปรบมือ)

 

 

 

            บทสัมภาษณ์ ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน พระมหากษัตริย์ที่ดีและยิ่งใหญ่จากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันจันทร์ที่ 24 กันยายน 2550


หมายเหตุ : คำถาม-คำตอบ ฯลฯ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี หลังการกล่าวแนะนำหนังสือเรื่อง The King of Thailand in World Focus กับผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าสนใจ

v   มาร์วัน มาคาร แห่งอินเตอร์เพรส เซอร์วิส

ข้อจำกัดประการหนึ่งสำหรับนักข่าวต่างประเทศเมื่อรายงานเรื่องสถาบันกษัตริย์ก็คือกฎหมายว่าด้วยความผิดอาญาฐานหมิ่นพระบรมราชานุภาพ คุณได้กล่าวถึงพระราชดำรัสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พ.ศ.2548 พระองค์รับสั่งว่าพระเจ้าแผ่นดินก็อาจพลาดได้ แต่ผู้สื่อข่าวไทยไม่ได้จับมาเป็นประเด็นและยังคงทำงานข่าวอย่างที่เคยทำมาก่อนหน้านั้น คุณคิดว่าจะมีโอกาสไหมที่นักการเมืองชั้นนำของไทยจะนำทางโดยกล่าวว่าเรามีความเคารพในสถาบัน แต่ไม่เห็นเหตุผลที่จะต้องมีกฎหมายแบบนี้ ซึ่งควบคุมการรายงานข่าวเกี่ยวกับสถาบันตามที่เป็นอยู่ และแผนที่รายงานเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

 

นายอานันท์ ปันยารชุน : นี่เป็นคำถามค่อนข้างยาก เหมือนกับว่าคุณจะเอาแต่ประโยชน์โดยไม่ยอมเสียอะไรเลย ด้านหนึ่งคุณจะต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชน ผมใคร่จะเรียนว่าผมไม่ทราบว่ากฎหมายมาตรานี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ใน 2 วาระที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งผมมีโอกาสได้เฝ้าฯ พระเจ้าอยู่หัวเป็นครั้งคราว พระองค์ท่านไม่เคยรับสั่งแม้แต่ครั้งเดียวเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งที่หลายเรื่องก็ไม่เป็นธรรม เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้พระองค์ท่านไม่เอามาเป็นเรื่องรบกวนพระทัย และไม่ทรงเห็นว่าสำคัญพอที่จะหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นกับนายกรัฐมนตรีของพระองค์

            อีกด้านหนึ่งคุณก็ต้องเข้าใจว่าบางเรื่อง เฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของตะวันตก ความขลังของสถาบันกษัตริย์ ซึ่งกำลังลื่นไหลไปตามกระแสหลักด้วยคิดว่ากษัตริย์ควรทำตนให้เหมือนสามัญชน นั่นก็อาจเป็นเรื่องดี คนไทยเราไม่ขัดข้องในกระแสดังกล่าว แต่ผมคิดว่าพวกคุณก็ต้องเคารพแนวคิดและขนบประเพณีของผู้คนในประเทศนี้ พระเจ้าอยู่หัวไม่เคยรับสั่งเรื่องนี้กับผมเลย แต่ในความเห็นส่วนตัวผมเองก็ไม่ค่อยชอบกฎหมายนี้ เผอิญผมได้รับการศึกษาในต่างประเทศ และใช้ชีวิตในต่างประเทศ แต่พวกคุณต้องเข้าใจว่าในประเทศนี้ พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในสถานะที่จะล่วงละเมิดมิได้โดยเจตนารมณ์ของประชาชน ผมเชื่อแน่ว่าพระองค์ท่านไม่เคยทรงวิตกว่ากฎหมายมาตรานี้จะมีอยู่หรือไม่ แต่คนไทยจะไม่ยอมแน่ พวกคุณอาจจะต้องคอยนานถึง 20 หรือ 50 ปี แต่คนไทยไม่ว่าจะผิดหรือถูกจะไม่ยอมทน คำวิพากษ์วิจารณ์พระเจ้าอยู่หัวของเราโดยเด็ดขาด นี่คือความรู้สึกของคนไทย

            ถ้าหากคุณทำประชามติ (เรื่องนี้) ในวันพรุ่งนี้ คุณก็จะได้เห็นว่ามีการออกเสียงเห็นชอบเพิ่มมากขึ้นกว่าครั้งที่แล้ว ผมคิดว่านี่เป็นลักษณะการคิดของคนไทย เป็นสิ่งที่ฝังรากลึกมากว่า 800 ปี ซึ่งคงจะล้มล้างกันไม่ได้ง่ายๆ บางครั้งผมอดที่จะอัศจรรย์ใจไม่ได้ว่าคนไทยเรานี่ดูจะเป็นคาทอลิกยิ่งเสียกว่าองค์พระสันตะปาปา (เสียงหัวเราะ) ผมเชื่อเสมอว่าคนไทยเป็นพวกสนับสนุนระบอบราชาธิปไตยยิ่งกว่าพระเจ้าอยู่หัวเสียอีก (เสียงหัวเราะ)

            ไม่เพียงแต่ประชาชนคนไทยเท่านั้น รัฐบาลไทยเองก็วิตกกังวลไปด้วยทุกครั้งที่มีหนังสือ หรือสิ่งตีพิมพ์ออกมาใหม่ วิจารณ์พระเจ้าอยู่หัว ผู้ที่เดือดร้อนที่สุดคือรัฐบาลซึ่งจะจัดการห้ามจำหน่ายหนังสือเล่มนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้สกัดนั่น สกัดนี่ ทำไมหรือ เหตุผลก็คือรัฐบาลเกรงว่าถ้าไม่ทำอะไรเลยจะถูกประชาชนตำหนิ ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณจะตำหนิรัฐบาลก็ไม่ถูกนัก เพราะที่ทำไปก็เพียงตอบสนองความรู้สึกของประชาชน

 

v   โจนาธาน เฮด จาก บีบีซี

ผมสังเกตว่าเมื่อคุณพูดถึงความสำเร็จต่างๆ ของพระเจ้าอยู่หัว ความสำเร็จประการหนึ่งก็คือ การแทรกแซงของพระองค์มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความสงบ และความกลมเกลียวกันของสังคม แต่คุณก็เคยพูดอย่างไม่เป็นทางการว่า คุณเองไม่ค่อยมั่นใจในความกลมเกลียวนัก ผมทราบมาว่ามีคนจำนวนไม่น้อยตำหนิสุภาพบุรุษท่านหนึ่ง ซึ่งขณะนี้กำลังปลาบปลื้มกับการเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลระดับยอดของบริติชพรีเมียร์ลีก ว่าเป็นต้นเหตุของความร้าวฉานส่วนใหญ่ในสังคม ผมชักจะสงสัยว่าสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปมากจนเกินกว่าที่พระองค์จะมีส่วนช่วยธำรงความสามัคคีของสังคมไว้ได้ปัจจุบันสังคมได้ก้าวไปไกลมาก และปัญหาก็ซับซ้อนเกินจะเยียวยาด้วยการแทรกแซงของพระองค์แล้ว

 

นายอานันท์ : คุณโจนาธาน แม้ว่าคุณกับผมจะศึกษามาในสถาบันเดียวกันก็ตาม (เสียงหัวเราะ) ผมต้องขออนุญาตเห็นต่าง ผมไม่เคยใช้คำว่า แทรกแซงเลย สำหรับผมพระองค์ท่านทรงยึดตัวบทกฎหมายตามตัวอักษรและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด เรื่องซึ่งชาวต่างประเทศมองว่าพระองค์ท่าน แทรกแซง ผมขอแยกออกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกเป็นการแทรกแซงที่ริเริ่มด้วยบุคคลผู้นั้นเอง ในกรณีของพระเจ้าอยู่หัว การแทรกแซงเป็นการเข้าไปโดยมีผู้ร้องขอ จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันเล็กน้อย อีกประการหนึ่ง ตลอดระยะเวลาที่ผมทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีทั้ง 2 ครั้งนั้น ผมได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ถวายรายงาน ไม่เคยมีรับสั่งใดๆ แม้แต่ครั้งเดียวที่เกี่ยวข้องกับการเมืองของประเทศ หากจะมีครั้งใดที่ทรงรู้สึกว่าอาจจะก้าวล้ำขอบเขต พระองค์ท่านก็ทรงยับยั้งไว้ในกรอบวินัยที่ทรงตั้งไว้ จะรับสั่งกับผมว่า นี่เป็นเรื่องที่นายกฯ มาขอความเห็นนะ

            ฉะนั้น เมื่อผมเขียนสุนทรพจน์ครั้งนี้ ผมได้ชี้ให้เห็นชัดว่าไม่ใช่ ปรึกษานายกรัฐมนตรีแต่ ขอเข้าเฝ้าฯ ปรึกษาถ้าไม่ใช่เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีนำขึ้น พระองค์จะไม่พระราชทานคำ